---
schema_version: "1"
id: 73588e517d7b03eef08a21514f3815fadaf45a707b0babbd5e49fc38c9468845
title: ฟังก์ชันเพิ่มเติม (Regex, Hadoop Hive, Google Big Query)
collection: tableau
version: current
locale: th-th
portal_url: https://docs.salesforce.com/tableau/current/th-th/public/desktop/functions_functions_additional.md
canonical_url: https://help.tableau.com/current/public/desktop/th-th/functions_functions_additional.htm
source_site: help.tableau.com
content_type: documentation
content_hash: 9e7facf519017ef43c00a8d220bd2c55a6f4a45bb0045c1af6bd1bd26488d6ca
description: Reference for additional functions including regular expressions, Hadoop Hive, and BigQuery.
---
[ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก](#main-content)

# ฟังก์ชันเพิ่มเติม (Regex, Hadoop Hive, Google Big Query)ดูเพิ่มเติม:

[ฟังก์ชันส่งผ่าน (RAWSQL)](https://help.tableau.com/current/pro/desktop/th-th/functions_functions_passthrough.htm)

## นิพจน์ปกติ 

หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับไวยากรณ์นิพจน์ทั่วไป โปรดดูเอกสารประกอบของแหล่งข้อมูล สำหรับการแยกข้อมูลใน Tableau ไวยากรณ์นิพจน์ทั่วไปจะเป็นไปตามมาตรฐาน ICU (International Components for Unicode) ซึ่งเป็นโปรเจกต์โอเพนซอร์สของ C/C++ ที่สมบูรณ์และคลัง Java สำหรับการสนับสนุน Unicode การปรับซอฟต์แวร์ให้เป็นสากล และการปรับซอฟต์แวร์แบบโลกาภิวัตน์ ดูที่หน้า[นิพจน์ปกติ](http://userguide.icu-project.org/strings/regexp)ในคู่มือผู้ใช้ ICU ออนไลน์

### REGEXP\_REPLACE

<table class="table--plain" style="width: 100%;"><colgroup><col style="width: 20%;"><col></colgroup><tbody><tr><td>ไวยากรณ์</td><td><code>REGEXP_REPLACE(string, pattern, replacement)</code></td></tr><tr><td>เอาต์พุต</td><td>สตริง</td></tr><tr><td>คำนิยาม</td><td>แสดงสำเนาของสตริงที่กำหนด ซึ่งแทนที่รูปแบบนิพจน์ปกติด้วยสตริงการแทนที่</td></tr><tr><td>ตัวอย่าง</td><td><pre>REGEXP_REPLACE('abc 123', '\s', '-') = 'abc-123'</pre></td></tr><tr><td>หมายเหตุ</td><td><p>ฟังก์ชันนี้มีให้ใช้งานสำหรับไฟล์ข้อความ, Hadoop Hive, Google BigQuery, PostgreSQL, การแยกข้อมูลใน Tableau, Microsoft Excel, Salesforce, Vertica, Pivotal Greenplum, Teradata (เวอร์ชัน 14.1 และใหม่กว่า), Snowflake และแหล่งข้อมูล Oracle</p><p>สำหรับการแยกข้อมูลใน Tableau รูปแบบและการแทนที่ต้องเป็นค่าคงที่</p></td></tr></tbody></table>

### REGEXP\_MATCH

<table class="table--plain" style="width: 100%;"><colgroup><col style="width: 20%;"><col></colgroup><tbody><tr><td>ไวยากรณ์</td><td><code>REGEXP_MATCH(string, pattern)</code></td></tr><tr><td>เอาต์พุต</td><td>บูลีน</td></tr><tr><td>คำนิยาม</td><td>แสดงค่า True หากสตริงย่อยของสตริงที่ระบุตรงกับรูปแบบนิพจน์ปกติ</td></tr><tr><td>ตัวอย่าง</td><td><pre>REGEXP_MATCH('-([1234].[The.Market])-','\[\s*(\w*\.)(\w*\s*\])')=true</pre></td></tr><tr><td>หมายเหตุ</td><td><p>ฟังก์ชันนี้มีให้ใช้งานสำหรับไฟล์ข้อความ, Google BigQuery, PostgreSQL, การแยกข้อมูลใน Tableau, Microsoft Excel, Salesforce, Vertica, Pivotal Greenplum, Teradata (เวอร์ชัน 14.1 และใหม่กว่า), Impala 2.3.0 (ผ่านทางแหล่งข้อมูล Cloudera Hadoop), Snowflake และแหล่งข้อมูล Oracle</p><p>สำหรับการแยกข้อมูลใน Tableau รูปแบบต้องเป็นค่าคงที่</p></td></tr></tbody></table>

### REGEXP\_EXTRACT

<table class="table--plain" style="width: 100%;"><colgroup><col style="width: 20%;"><col></colgroup><tbody><tr><td>ไวยากรณ์</td><td><code>REGEXP_EXTRACT(string, pattern)</code></td></tr><tr><td>เอาต์พุต</td><td>สตริง</td></tr><tr><td>คำนิยาม</td><td>แสดงส่วนของสตริงที่ตรงกับรูปแบบนิพจน์ปกติ</td></tr><tr><td>ตัวอย่าง</td><td><pre>REGEXP_EXTRACT('abc 123', '[a-z]+\s+(\d+)') = '123'</pre></td></tr><tr><td>หมายเหตุ</td><td><p>ฟังก์ชันนี้มีให้ใช้งานสำหรับไฟล์ข้อความ, Hadoop Hive, Google BigQuery, PostgreSQL, การแยกข้อมูลใน Tableau, Microsoft Excel, Salesforce, Vertica, Pivotal Greenplum, Teradata (เวอร์ชัน 14.1 และใหม่กว่า), Snowflake และแหล่งข้อมูล Oracle</p><p>สำหรับการแยกข้อมูลใน Tableau รูปแบบต้องเป็นค่าคงที่</p></td></tr></tbody></table>

### REGEXP\_EXTRACT\_NTH

<table class="table--plain" style="width: 100%;"><colgroup><col style="width: 20%;"><col></colgroup><tbody><tr><td>ไวยากรณ์</td><td><code>REGEXP_EXTRACT_NTH(string, pattern, index)</code></td></tr><tr><td>เอาต์พุต</td><td>สตริง</td></tr><tr><td>คำนิยาม</td><td>แสดงส่วนของสตริงที่ตรงกับรูปแบบนิพจน์ปกติ สตริงย่อยตรงกับ Capturing Group nth โดยที่ n คือดัชนีที่กำหนด หากดัชนีเป็น 0 ระบบจะแสดงสตริงทั้งหมด</td></tr><tr><td>ตัวอย่าง</td><td><pre>REGEXP_EXTRACT_NTH('abc 123', '([a-z]+)\s+(\d+)', 2) = '123'</pre></td></tr><tr><td>หมายเหตุ</td><td><p>ฟังก์ชันนี้มีให้ใช้งานสำหรับไฟล์ข้อความ, PostgreSQL, การแยกข้อมูลใน Tableau, Microsoft Excel, Salesforce, Vertica, Pivotal Greenplum, Teradata (เวอร์ชัน 14.1 และใหม่กว่า) และแหล่งข้อมูล Oracle</p><p>สำหรับการแยกข้อมูลใน Tableau รูปแบบต้องเป็นค่าคงที่</p></td></tr></tbody></table>

## ฟังก์ชันเฉพาะของ Hadoop Hive

**หมายเหตุ**: ฟังก์ชัน PARSE\_URL และ PARSE\_URL\_QUERY เท่านั้นที่มีให้ใช้งานสำหรับแหล่งข้อมูล Cloudera Impala

### GET\_JSON\_OBJECT(สตริง JSON, พาธ JSON)

แสดงออบเจ็กต์ JSON ภายในสตริง JSON ตามพาธ JSON

### PARSE\_URL(สตริง, url\_part)

แสดงคอมโพเนนต์ของสตริง URL ที่กำหนด โดยที่คอมโพเนนต์ถูกกำหนดโดย url\_part ค่า url\_part ที่ถูกต้อง ได้แก่ 'HOST', 'PATH', 'QUERY', 'REF', 'PROTOCOL', 'AUTHORITY', 'FILE' และ 'USERINFO'

ตัวอย่าง

`PARSE_URL('http://www.tableau.com', 'HOST') = 'www.tableau.com'`

### PARSE\_URL\_QUERY(สตริง, คีย์)

แสดงค่าพารามิเตอร์การค้นหาที่ระบุในสตริง URL ที่กำหนด พารามิเตอร์การค้นหาจะกำหนดโดยคีย์

ตัวอย่าง

`PARSE_URL_QUERY('http://www.tableau.com?page=1&cat=4', 'page') = '1'`

### XPATH\_BOOLEAN(สตริง XML, สตริงนิพจน์ XPath)

แสดงค่า True หากนิพจน์ XPath ตรงกับโหนดหรือประเมินว่าเป็น True

ตัวอย่าง

`XPATH_BOOLEAN('<values> <value id="0">1</value><value id="1">5</value>', 'values/value[@id="1"] = 5') = true`

### XPATH\_DOUBLE(สตริง XML, สตริงนิพจน์ XPath)

แสดงค่าทศนิยมของนิพจน์ XPath

ตัวอย่าง

`XPATH_DOUBLE('<values><value>1.0</value><value>5.5</value> </values>', 'sum(value/*)') = 6.5`

### XPATH\_FLOAT(สตริง XML, สตริงนิพจน์ XPath)

แสดงค่าทศนิยมของนิพจน์ XPath

ตัวอย่าง

`XPATH_FLOAT('<values><value>1.0</value><value>5.5</value> </values>','sum(value/*)') = 6.5`

### XPATH\_INT(สตริง XML, สตริงนิพจน์ XPath)

แสดงค่าที่เป็นตัวเลขของนิพจน์ XPath หรือศูนย์ หากนิพจน์ XPath ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้

ตัวอย่าง

`XPATH_INT('<values><value>1</value><value>5</value> </values>','sum(value/*)') = 6`

### XPATH\_LONG(สตริง XML, สตริงนิพจน์ XPath)

แสดงค่าที่เป็นตัวเลขของนิพจน์ XPath หรือศูนย์ หากนิพจน์ XPath ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้

ตัวอย่าง

`XPATH_LONG('<values><value>1</value><value>5</value> </values>','sum(value/*)') = 6`

### XPATH\_SHORT(สตริง XML, สตริงนิพจน์ XPath)

แสดงค่าที่เป็นตัวเลขของนิพจน์ XPath หรือศูนย์ หากนิพจน์ XPath ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้

ตัวอย่าง

`XPATH_SHORT('<values><value>1</value><value>5</value> </values>','sum(value/*)') = 6`

### XPATH\_STRING(สตริง XML, สตริงนิพจน์ XPath)

แสดงข้อความของโหนดที่ตรงกันรายการแรก

ตัวอย่าง

`XPATH_STRING('<sites ><url domain="org">http://www.w3.org</url> <url domain="com">http://www.tableau.com</url></sites>', 'sites/url[@domain="com"]') = 'http://www.tableau.com'`

## ฟังก์ชันเฉพาะของ Google BigQuery

### DOMAIN(string\_url)

สำหรับสตริง URL ที่กำหนด แสดงโดเมนเป็นสตริง

ตัวอย่าง

`DOMAIN('http://www.google.com:80/index.html') = 'google.com'`

### GROUP\_CONCAT(นิพจน์)

เชื่อมค่าจากแต่ละระเบียนเป็นสตริงที่คั่นด้วยจุลภาคเดียว ฟังก์ชันนี้ทำหน้าที่เหมือนกับ SUM() สำหรับสตริง

ตัวอย่าง

`GROUP_CONCAT(Region) = "Central,East,West"`

### HOST(string\_url)

สำหรับสตริง URL ที่กำหนด แสดงชื่อโฮสต์เป็นสตริง

ตัวอย่าง

`HOST('http://www.google.com:80/index.html') = 'www.google.com:80'`

### LOG2(หมายเลข)

แสดงค่าลอการิทึมฐาน 2 ของจำนวน

ตัวอย่าง

`LOG2(16) = '4.00'`

### LTRIM\_THIS(สตริง, สตริง)

แสดงสตริงแรกที่มีการลบการเกิดขึ้นนำหน้าของสตริงที่สองออก

ตัวอย่าง

`LTRIM_THIS('[-Sales-]','[-') = 'Sales-]'`

### RTRIM\_THIS(สตริง, สตริง)

แสดงสตริงแรกที่มีการลบการเกิดขึ้นต่อท้ายของสตริงที่สองออก

ตัวอย่าง

`RTRIM_THIS('[-Market-]','-]') = '[-Market'`

### TIMESTAMP\_TO\_USEC(นิพจน์)

แปลงประเภทข้อมูล TIMESTAMP เป็นการประทับเวลา UNIX ในหน่วยไมโครวินาที

ตัวอย่าง

`TIMESTAMP_TO_USEC(#2012-10-01 01:02:03#)=1349053323000000`

### USEC\_TO\_TIMESTAMP(นิพจน์)

แปลงการประทับเวลา UNIX ในหน่วยไมโครวินาทีเป็นประเภทข้อมูล TIMESTAMP

ตัวอย่าง

`USEC_TO_TIMESTAMP(1349053323000000) = #2012-10-01 01:02:03#`

### TLD(string\_url)

สำหรับสตริง URL ที่กำหนด ส่งคืนโดเมนระดับบนสุดรวมถึงโดเมนประเทศใดๆ ใน URL

ตัวอย่าง

`TLD('http://www.google.com:80/index.html') = '.com'`

`TLD('http://www.google.co.uk:80/index.html') = '.co.uk'`